1. หน้าหลัก
  2. เพิ่มประสิทธิภาพ
  3. Speechify vs Confluence: อันไหนตอบโจทย์การทำงานที่เน้นเสียงและช่วยยกระดับการจัดการความรู้ได้ดีกว่ากัน?
เพิ่มประสิทธิภาพ

Speechify vs Confluence: อันไหนตอบโจทย์การทำงานที่เน้นเสียงและช่วยยกระดับการจัดการความรู้ได้ดีกว่ากัน?

Cliff Weitzman

Cliff Weitzman

ซีอีโอ/ผู้ก่อตั้ง Speechify

#1 โปรแกรมอ่านข้อความเป็นเสียง
ให้ Speechify อ่านให้คุณฟัง

apple logoรางวัล Apple Design Award 2025
ผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคน

เมื่อเปรียบเทียบ Speechify กับ Confluence ความแตกต่างหลักไม่ได้อยู่ที่ฟีเจอร์เท่านั้น แต่คือแนวคิดของอินเทอร์เฟซ Confluence คือแพลตฟอร์มจัดการเอกสารและทำงานร่วมกันสำหรับทีม สร้างขึ้นโดยเน้นหน้ากระดาษ การแก้ไขข้อความ และฐานข้อมูลความรู้ที่มีโครงสร้าง Speechify เป็นผู้ช่วย AI ด้านเสียง AI Assistant และแพลตฟอร์มเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่ออกแบบมาให้เน้นเสียงเป็นหลัก โดยมุ่งไปที่การฟัง การพูด และการมีปฏิสัมพันธ์แบบสนทนา

ทั้งสองเครื่องมือช่วยให้ทีมจัดการข้อมูลได้ แต่เข้าถึงการจัดการความรู้จากมุมมองที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

บทความนี้จะอธิบายว่า Speechify และ Confluence เปรียบเทียบกันในด้านเอกสาร การทำงานร่วมกัน ผู้ช่วย AI การโต้ตอบด้วยเสียง การประชุม และเวิร์กโฟลว์เพิ่มประสิทธิภาพในสถานการณ์การทำงานจริงได้อย่างไร

Confluence คืออะไร?

Confluence เป็นเครื่องมือเอกสารและการทำงานร่วมกันสำหรับทีม พัฒนาโดยบริษัท Atlassian โดยออกแบบมาสำหรับการใช้งานดังนี้:

  • เอกสารภายใน
  • ฐานข้อมูลความรู้
  • หน้าสำหรับโปรเจกต์
  • รายละเอียดเชิงเทคนิค
  • การทำงานร่วมกันในทีม
  • จัดระเบียบเนื้อหาแบบวิกิ

ทีมงานใช้ Confluence ในการสร้างหน้าที่มีโครงสร้าง จัดระเบียบในโฟลเดอร์ (spaces) และทำงานร่วมกันผ่านคอมเมนต์และการแก้ไข พร้อมการผสานรวมกับ Jira และเครื่องมือในกลุ่ม Atlassian อื่นๆ ได้อย่างลึกซึ้ง

Confluence โฟกัสที่หน้ากระดาษและข้อความเป็นหลัก

คุณสร้าง เอกสาร จัดระเบียบในโฟลเดอร์ แล้วค่อยค้นหาเนื้อหาภายหลัง

Speechify คืออะไร?

Speechify เริ่มต้นจากเครื่องอ่านข้อความเป็นเสียง (text to speech) และต่อยอดมาเป็นผู้ช่วย AI ด้านเสียงเต็มรูปแบบ AI Assistant และแพลตฟอร์มเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

ปัจจุบัน Speechify ประกอบด้วย:

Speechify วางเสียงเป็นหัวใจของการใช้งาน

แทนที่จะจัดระเบียบข้อมูลเป็นหน้าคงที่ Speechify ช่วยให้ผู้ใช้สามารถ:

  • ฟัง เอกสาร
  • ถามคำถามด้วยเสียง
  • พูดร่างเนื้อหา
  • แปลง เอกสาร เป็น AI podcasts
  • โต้ตอบกับเนื้อหาแบบสนทนา

Confluence จัดการ เอกสาร ขณะที่ Speechify ช่วยให้คุณคิดและทำความเข้าใจไปกับเอกสารนั้น

ความแตกต่างหลักระหว่าง Speechify กับ Confluence คืออะไร?

หากสรุปให้เข้าใจง่ายที่สุด:

  • Confluence คือระบบเอกสาร
  • Speechify เป็นผู้ช่วย AI ด้านเสียง AI Assistant ที่ออกแบบมาเพื่อการอ่าน การเขียน และ ความเข้าใจ.
  • Confluence เน้นการจัดเก็บและจัดระเบียบ
  • Speechify เน้นการมีปฏิสัมพันธ์และการคิดวิเคราะห์

Confluence ตอบคำถามว่า:
เอกสารของเราถูกเก็บไว้ที่ไหน?

Speechify ตอบคำถามว่า:
ฉันจะเข้าใจและทำงานกับข้อมูลนี้ได้เร็วขึ้นอย่างไร?

Speechify กับ Confluence จัดการความรู้ต่างกันอย่างไร?

Confluence

ความรู้ใน Confluence มีลักษณะ:

  • อยู่ในรูปหน้ากระดาษ
  • จัดโครงสร้างในโฟลเดอร์/space
  • นำทางด้วยภาพ
  • แก้ไขด้วยมือ
  • เข้าถึงผ่านการค้นหา

เหมาะสำหรับเอกสารทีมและคลังข้อมูลที่ทีมช่วยกันจัดโครงสร้างอย่างเป็นระบบ

Speechify

ความรู้ใน Speechify มีลักษณะ:

  • ฟังเป็นเสียง
  • พูดคุยผ่านแชทเสียง
  • สรุปอัตโนมัติ
  • แปลงเป็นเสียงแบบ podcast
  • โต้ตอบในเชิงสนทนา

แทนที่จะ สแกนหน้าทีละบรรทัด ผู้ใช้สามารถ:

  • ฟังด้วยความเร็ว 2x หรือ 3x
  • ถามคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาแบบเรียลไทม์
  • พูดความคิดเห็นหรือแก้ไข
  • สร้าง สรุป หรือ แบบทดสอบ

Speechify เปลี่ยนวิธีจัดการความรู้ของคุณ ไม่ใช่แค่ที่เก็บข้อมูล

Speechify แทนที่ Confluence ได้ไหม?

สำหรับเอกสารทีมที่มีโครงสร้าง Confluence ยังถือว่าทำงานได้ยอดเยี่ยม

แต่สำหรับ การเพิ่มประสิทธิภาพแบบเน้นเสียงและการทำความเข้าใจข้อมูลจำนวนมาก Speechify มอบความสามารถที่ Confluence ไม่มี

Confluence เหมาะกับ:

  • บันทึกเอกสารที่มีโครงสร้าง
  • สร้างหน้า wiki ร่วมกัน
  • เชื่อมโยงกับ Jira และกระบวนงานโปรเจกต์

Speechify เหมาะกับ:

  • ฟังเอกสารแทนการอ่าน
  • ถามคำถามเสียงเกี่ยวกับเนื้อหา
  • สร้าง สรุปเสียง
  • เปลี่ยนเอกสารเป็น AI podcasts
  • พูดเอกสารใหม่ผ่าน voice typing

หลายทีมเลือกใช้ Confluence เป็นเลเยอร์เก็บข้อมูล และใช้ Speechify เป็นเลเยอร์สำหรับปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหา

AI ใน Speechify กับ Confluence ต่างกันอย่างไร?

Confluence มีฟีเจอร์ AI สำหรับ:

  • สรุปหน้ากระดาษ
  • ช่วยเขียนเนื้อหา
  • แนะนำเนื้อหา

อย่างไรก็ตาม AI ใน Confluence เป็นแบบใช้ข้อความและฝังอยู่ในหน้าต่างแก้ไข

AI ของ Speechify ถูกออกแบบมาเพื่อเสียงและการสนทนาโดยเฉพาะ

ด้วย Speechify ผู้ใช้สามารถ:

  • ถามคำถามด้วยเสียงขณะฟังเอกสาร
  • รับคำอธิบายเป็นเสียง
  • พูดอัปเดต
  • แปลงเอกสารเป็นรูปแบบการเรียนรู้ด้วยเสียง
  • สลับระหว่างฟัง–พูด–เขียนได้อย่างลื่นไหล

ผู้ช่วย AI Assistant ของ Speechify ออกแบบมาเพื่อโต้ตอบด้วยเสียงต่อเนื่อง แทนการแก้ไขหน้าเอกสารทีละพรอมต์

Speechify ช่วยโฟกัสดีกว่า Confluence อย่างไร?

การใช้ Confluence มักต้อง:

  • อ่าน เอกสาร ยาวๆ
  • เปิดหน้าซ้อนหลายชั้น
  • สลับแท็บต่างๆ
  • ก็อปปี้เนื้อหาไปใส่ในแชทเพื่อขออธิบาย

Speechify ลดการสลับบริบทโดยให้ผู้ใช้สามารถ:

  • ฟังในขณะเดินทางหรือออกกำลังกาย
  • ถามคำถามระหว่างอยู่ในเอกสาร ไม่ต้องออกไปที่อื่น
  • อยู่ในโฟลว์แทนการกระโดดข้ามไปมาระหว่างเครื่องมือ
  • จัดการเอกสารยาว ๆ โดยไม่เมื่อยตา

สำหรับคนทำงานที่ต้องอ่านสเปค รายงาน หรือวิจัยเป็นชั่วโมง การฟังเอกสารช่วยลดภาระทางสมองได้มาก

Speechify สนับสนุนการเข้าใจเนื้อหา comprehension ในระยะยาว ไม่ใช่แค่ช่วยเก็บเอกสาร

การประชุมใน Speechify กับ Confluence ต่างกันอย่างไร?

Confluence มักถูกใช้เก็บบันทึกการประชุม

Speechify มีฟีเจอร์โน้ตประชุม AI ที่:

  • ฟังการประชุมสดๆ
  • สรุปเนื้อหาเป็นระเบียบ
  • ระบุจุดสำคัญและภารกิจ
  • ให้คุณฟังย้อนหลังการประชุมได้
  • แปลงการประชุมเป็นเสียงสรุป

Confluence จัดเก็บโน้ตหลังจากประชุมจบ

Speechify ช่วยสร้างและประมวลผลบันทึกประชุมอย่างแอคทีฟ

Voice Typing เปลี่ยนงานเอกสารอย่างไร?

ใน Confluence การสร้างเอกสารยังต้องพิมพ์ด้วยมือเป็นหลัก

ใน Speechify ผู้ใช้สามารถ:

  • พูดร่างเอกสาร
  • เขียน อีเมล และรายงานได้ไวขึ้น 3–5 เท่า
  • สร้างฉบับร่างที่เป็นระเบียบผ่านเสียง
  • แก้ไขเอกสารผ่านการสนทนา

วิธีนี้ช่วยลดข้อจำกัดทางกายภาพของการพิมพ์

สำหรับทีมที่ต้องผลิตเอกสารจำนวนมาก voice typing ช่วยให้ขั้นตอนร่างเนื้อหารวดเร็วกว่าหลายเท่า

Speechify ดีกว่าสำหรับการเข้าถึงอย่างไร?

Confluence เป็นแพลตฟอร์มที่เน้นภาพและข้อความมาก

Speechify ให้บริการ:

  • การอ่านออกเสียงคุณภาพสูง text to speech
  • ปรับความเร็วเสียงได้
  • เสียงหลายภาษา
  • AI สรุปเนื้อหา
  • การขอคำอธิบายด้วยเสียงสนทนา

สำหรับผู้ที่มี ดิสเล็กเซีย, ADHD, อาการล้าตา หรือภาระต้องอ่านเอกสารจำนวนมาก Speechify ช่วยให้เข้าถึงเอกสารได้ง่ายและเป็นมิตรกว่าการอ่านเองล้วนๆ

การเข้าถึง ไม่ใช่แค่ฟีเจอร์เสริม แต่คือหัวใจของแนวคิดด้านอินเทอร์เฟซของ Speechify

แล้วการค้นหาและเรียกข้อมูลล่ะ?

Confluence อาศัยการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดและการนำทางแบบมีโครงสร้าง

Speechify ให้ผู้ใช้สามารถ:

  • ถามด้วยเสียงเกี่ยวกับเนื้อหา
  • ขอ สรุปเฉพาะส่วนที่ต้องการ
  • รับคำอธิบายด้วยเสียง
  • ให้ระบบสร้างแบบฝึกหัดทบทวน

แทนการค้นหาวลี คุณสามารถถามได้ว่า:

“ข้อโต้แย้งหลักของเอกสารนี้คืออะไร?”
“ช่วยสรุปความเสี่ยงด้านเทคนิคให้หน่อย”
“อธิบายหัวข้อที่สามให้เข้าใจง่ายหน่อย”

Speechify เปลี่ยนเอกสารเดิม ๆ ให้กลายเป็นเนื้อหาที่โต้ตอบได้

ทำไม Speechify ถึงดีกว่า?

Speechify ดีกว่าเพราะไม่ได้แค่จัดระเบียบข้อมูล แต่ช่วยยกระดับประสบการณ์ปฏิสัมพันธ์กับข้อมูลโดยตรง

Confluence สร้างขึ้นเพื่อจัดเก็บข้อมูลในหน้ากระดาษอย่างเป็นระบบ เหมาะสำหรับทำฐานข้อมูลความรู้แบบรวมศูนย์ แต่การทำงานยุคใหม่ไม่ได้หยุดอยู่ที่การจัดเก็บ สิ่งที่เป็นข้อจำกัดจริงๆ คือความใส่ใจ การทำความเข้าใจ และภาระทางความคิด

Speechify เข้าจัดการกับปัญหาเหล่านี้โดยตรง

แทนที่จะต้องอ่านหน้าเอกสารเองยาว ๆ Speechify ให้คุณฟังด้วยความเร็วสูง ถาม-ตอบด้วยเสียงได้ทันที สร้างสรุปได้ไว และพูดร่างเอกสารใหม่ผ่าน voice typing เปลี่ยนเนื้อหาเดิมให้กลายเป็นประสบการณ์แบบโต้ตอบและสนทนา

เมื่อใช้ Speechify คุณสามารถ:

• ฟังเอกสารเทคนิคขณะเดินทางหรือเดินเล่น
• ขอคำอธิบายโดยไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องมือ
• แปลงเอกสารเป็นเสียง AI podcast สำหรับฝึกอบรม
• พูดเอกสารใหม่ได้เร็วกว่าเดิม 3-5 เท่า
• อยู่ในโฟลว์ทางความคิดโดยไม่ต้องสลับบริบทตลอดเวลา

Confluence จัดการเอกสารอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วน Speechify ยกระดับศักยภาพของมนุษย์

สำหรับทีมที่ต้องเจอกับปัญหาอ่านข้อมูลมากเกินไป เหนื่อยล้าจากการประชุม หรือผลิตเนื้อหาได้ช้า Speechify ช่วยเพิ่มผลลัพธ์ที่วัดผลได้ ลดการล้าสายตา เร่งความเข้าใจ และช่วยให้ร่วมมือกันผ่านเสียงข้ามอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้

ยิ่งข้อมูลเพิ่มมากขึ้น ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่การเก็บเอกสารให้ได้มากที่สุด แต่อยู่ที่การเข้าใจข้อมูลให้เร็วและลงมือสร้างผลงานได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม

Speechify ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์อนาคตแบบนั้น

คำถามที่พบบ่อย

Speechify ใช้แทน Confluence ได้เลยหรือเปล่า?

Speechify ไม่ใช่แพลตฟอร์มจัดการเอกสารโดยตรงแบบ Confluence แต่ช่วยให้ผู้ใช้ อ่าน เข้าใจ และสร้างเอกสารได้ดียิ่งขึ้น หลายทีมใช้ Confluence เก็บข้อมูลและใช้ Speechify สำหรับปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหา

Confluence รองรับเสียงไหม?

Confluence ไม่มีฟีเจอร์ปฏิสัมพันธ์ด้วยเสียง การอ่านออกเสียง (text to speech) หรือ การพิมพ์ด้วยเสียง เป็นฟีเจอร์หลัก ซึ่งทั้งหมดคือจุดเด่นของ Speechify

Speechify อ่านหน้าบน Confluence ให้ฟังได้ไหม?

ได้ Speechify สามารถอ่านเนื้อหาบนเว็บได้ รวมถึงเอกสารบน Confluence ช่วยให้คุณฟังแทนการอ่านเองยาว ๆ

เครื่องมือไหนเหมาะกับ AI productivity กว่ากัน?

Confluence มี AI ช่วยเขียนในหน้าเอกสาร ส่วน Speechify มีผู้ช่วยเสียง AI เต็มรูปแบบ (AI Assistant) รองรับการฟัง ถาม-ตอบแบบสนทนา voice typing, AI podcasts และโน้ตการประชุม ตัวเลือกที่ดีกว่าขึ้นกับว่าคุณเน้นเวิร์กโฟลว์แบบหน้ากระดาษหรือเน้นเสียง

Speechify ดีกว่าเรื่องโฟกัสและความเข้าใจใช่ไหม?

สำหรับผู้ใช้ที่เข้าใจข้อมูลได้ดีกว่าผ่านการฟังหรือการคุยโต้ตอบแบบสนทนา Speechify จึงช่วยสนับสนุน comprehension ได้มากกว่าระบบเอกสารที่เป็นข้อความล้วน

เพลิดเพลินกับเสียง AI ที่ล้ำสมัยที่สุด ไฟล์ไม่จำกัด และการสนับสนุนตลอด 24/7

ทดลองฟรี
tts banner for blog

แชร์บทความนี้

Cliff Weitzman

Cliff Weitzman

ซีอีโอ/ผู้ก่อตั้ง Speechify

คลิฟฟ์ ไวท์ซ์แมน เป็นผู้ขับเคลื่อนสิทธิผู้มีภาวะดิสเล็กเซีย และดำรงตำแหน่งซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Speechify แอปแปลงข้อความเป็นเสียงอันดับ 1 ของโลก ที่กวาดรีวิว 5 ดาวกว่า 100,000 รายการ และเคยครองอันดับ 1 ใน App Store หมวดข่าวสารและนิตยสาร ในปี 2017 ไวท์ซ์แมนติดโผ Forbes 30 Under 30 จากผลงานผลักดันให้โลกออนไลน์เข้าถึงได้มากขึ้นสำหรับผู้มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ผลงานของคลิฟฟ์ ไวท์ซ์แมนถูกกล่าวถึงในสื่อชั้นนำอย่าง EdSurge, Inc., PC Mag, Entrepreneur, Mashable และอีกมากมาย

speechify logo

เกี่ยวกับ Speechify

#1 โปรแกรมอ่านข้อความเป็นเสียง

Speechify เป็นแพลตฟอร์ม แปลงข้อความเป็นเสียง ชั้นนำของโลกที่มีผู้ใช้งานกว่า 50 ล้านคน และได้รับรีวิวระดับ 5 ดาวมากกว่า 500,000 รีวิวในแอปพลิเคชัน iOS, Android, Chrome Extension, เว็บแอป และ แอปบน Mac ในปี 2025 Apple ได้มอบรางวัล Apple Design Award อันทรงเกียรติให้กับ Speechify ในงาน WWDC โดยกล่าวว่าเป็น “ทรัพยากรสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น” Speechify มีเสียงธรรมชาติกว่า 1,000 เสียงใน 60+ ภาษา และมีผู้ใช้งานในเกือบ 200 ประเทศ เสียงคนดังที่มีให้เลือกใช้งาน เช่น Snoop Dogg, Mr. Beast และ Gwyneth Paltrow สำหรับผู้สร้างสรรค์และธุรกิจ Speechify Studio มีเครื่องมือขั้นสูง เช่น AI Voice Generator, AI Voice Cloning, AI Dubbing และ AI Voice Changer Speechify ยังสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชั้นนำด้วย Text to Speech API ที่มีคุณภาพสูงและคุ้มค่า นอกจากนี้ยังได้รับการนำเสนอใน The Wall Street Journal, CNBC, Forbes, TechCrunch และสื่อชั้นนำอื่น ๆ Speechify เป็นผู้ให้บริการแปลงข้อความเป็นเสียงที่ใหญ่ที่สุดในโลก เยี่ยมชม speechify.com/news, speechify.com/blog และ speechify.com/press เพื่อเรียนรู้เพิ่มเติม